Page 34 - 0060
P. 34
24
ประวัติและอำกำรแสดง
ี
ื่
ุ
ในผู้ป่วยอายุน้อยต้องซักประวัติอบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยละเอยด เพอประเมินอาการบาดเจ็บของ
ื่
ระบบอนที่พบร่วมได้ ในผู้สูงวัยต้องซักประวัติโรคประจ าตัว อาการปวดบริเวณต้นขาหรือบริเวณเหนือ เข่าก่อนที่
กระดูกจะหักและประวัติการใช้ยาต่างๆ เช่น ยาต้านกระดูกพรุน (bisphosphonate) หรือ steroid ซึ่งอาจ
บ่งชี้ถึงภาวะกระดูกหักจาก pathological fracture รวมถึงซักประวัติการล้ม
กำรตรวจร่ำงกำย
ในผู้ป่วยที่ประสบอบัติเหตุรุนแรง ต้องประเมินสัญญาณชีพและระบบส าคัญตามหลักการดูแล
ุ
่
ผู้ป่วยอุบัติเหตุ (advance trauma life support) เพื่อรักษาการบาดเจ็บที่อาจท าให้ถึงแกชีวิต ในส่วนกระดูก
ต้นขาจะพบการผิดรูป บวม และปวดบริเวณต้นขาชัดเจน ไม่สามารถขยับสะโพกและข้อเข่าได้ แพทย์ต้อง
ตรวจผิวหนังโดยรอบต้นขา ดูว่ามีบาดแผลที่บ่งชี้ว่าเป็นกระดูกหักแบบเปิด (open fracture) หรือไม่
กำรส่งตรวจเพื่อวินิจฉัย
ภาพรังสีในท่า AP และท่า lateral cross table ของกระดูกต้นขา ช่วยในการวินิจฉัย ภาพรังสี
จะพบกระดูกชิ้นบน (proximal fragment) ถูกดึงในท่างอ (flexion) จากกล้ามเนื้อ Iliopsoas external
rotate จากกล้ามเนื้อ gluteus medius จากกล้ามเนื้อ Iliopsoas abduction จากกล้ามเนื้อ gluteus
medius และ minimus (รูป12)
รูป 12 A ภาพรังสีแสดงการผิดรูปของ subtrochanteric fracture,
B แรงกระท าของกล้ามเนื้อที่ดึงกระดูกไปในแนวต่างๆ
(ที่มา: https://upload.orthobullets.com/question/3622/images/subtroch.jpg) 22
กำรจ ำแนกประเภท
นิยมใช้วิธีของ Russell-Taylor ในการแบ่งชนิดของการหัก เพราะมีผลต่อการเลือกใช้ชนิด
ของโลหะยึดตรึงกระดูก โดยแบ่งออกเป็น (รูป13)
22
Type I คือการหักที่ไม่มีการแตกของ piriformis fossa ร่วมด้วย
Type II คือการหักที่มีการแตกร้าวเข้าไปที่บริเวณ piriformis fossa

