Page 190 - รอบรู้โภชนาการ
P. 190

176 | หน า
                        ้


                       ในการวิเคราะหDสาเหตุและผลกระทบของป$ญหานั้น ควรจะใหPผูPที่มีสUวนได P

               สUวนเสียเขPามารUวมกันระดมความคิด เพื่อสรPางการมีสUวนรUวมอันจะสUงผลใหPการ
                                                                                      P
                                                                     ื
               ดำเนินการในการแกPป$ญหาไดPรับความรUวมมือและสรPางความยั่งยนในการแกPป$ญหาได
               วิธีการหนึ่งที่นิยมใชPในการวิเคราะหDป$ญหา คือ การเขียน “ตPนไมPแหUงป$ญหา

                                                               ุ
               (Problem tree)” หรือ causal model โดยเป:นการระบป$ญหา (เปรียบเทียบกับสUวน
               ลำตPนของตPนไมP)  หาป$จจัยที่เป:นสาเหตุที่แทPจริงของป$ญหาอยUางรอบดPาน นับตั้งแต U

               ป$จจัยที่เป:นสาเหตุโดยตรง สาเหตุอันดับรอง เป:นลำดับไปจนถึงสาเหตุปลายสุด ให P
                                                             ี
                                                        $
                       D
                                ั
                                               $
                                                             ่
               วิเคราะหความสัมพนธDระหวUางแตUละปจจัย  โดยปจจัยทเปนสาเหตุจะอยูUลำดับลUางของ
                                                               :
               ป$จจัยที่เป:นผล (เป:นสUวนรากของตPนไมที่มีการแตกแขนงเป:นลำดับ)   สUวนผลกระทบ
                                                P
               ของป$ญหา ไวPสUวนบนของป$ญหา (สUวนยอดของตPนไมP)  แลPวเขียนเสPนแสดง
                                                                            ี่
               ความสัมพันธDของป$จจัยตUาง ๆ ในแตUละระดับ  ดังตัวอยUางที่แสดงในภาพท 6.1
                       จากภาพจะเห็นไดPวUา ป$ญหา “นักเรียนมีภาวะอPวนและน้ำหนักเกิน” มีสาเหต ุ
                                               ี
               หลักมาจาก “พฤติกรรมการกินที่ไมUด” “พันธุกรรม” “การเป:นโรคบางอยUาง” และ
                                                      ็
                                                                                     ี
               “มีพฤติกรรมเนือยนิ่ง”  และสาเหตุเหลUานี้กเป:นผลมาจากสาเหตุในลำดับถัดไปอก
               หลายระดับ เชUน พฤติกรรมการกินไมUดี มีสาเหตุมาจาก “สิ่งแวดลPอมดPานอาหารไมUม ี
               คุณภาพ”  “เด็กและผูPปกครองขาดความรอบรูPทางโภชนาการ”   “เด็กและผูPปกครอง

               ไมUตระหนักรูPวUาอPวนเป:นป$ญหา” ในขณะที่ เด็กและผูPปกครองขาดความรอบรูPทาง

               โภชนาการ เป:นผลมาจาก “การบูรณาการความรูPทางโภชนาการในโรงเรียนไมUดีพอ”
                         ั
               และ “ระดบการศึกษาของผูPปกครองไมUดีพอ” เป:นตPน  ในสUวนของกลUองขPอความ
               ดPานบนของป$ญหานั้น แสดงถึงสิ่งที่เป:นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากป$ญหา ในที่นี้ ป$ญหา
               นักเรียนมีภาวะอPวนและน้ำหนักเกิน ทำใหPมีโอกาสเกิด “โรคไมUติดตUอเรื้อรังในอนาคต”

               “การขาดสารอาหารอื่น ๆ ผลการเรียนไมUดี” และ “เป:นปมดPอยของนักเรียน”

                       หากเราสามารถตัดราก (คือการจัดการสาเหตุของป$ญหา) ของตPนไมPแหง
                                                                                     U
               ป$ญหาไดPหมด  ตPนไมPป$ญหาตPนนี้ก็จะถูกโคUนลPมไปไดP  ดังนั้นหลักการสำคัญในการ

               เขียนตPนไมPแหUงป$ญหา คือ การมองหาสาเหตุของป<ญหาใหKครอบคลุมมากที่สด
                                                                                     ุ
                               ่
                                  ั
               โดยเฉพาะสาเหตทสำคญ ๆ  และสาเหตุเหลMานั้นตKองตรงกับสภาพความเป6นจริงดPวย
                              ุ
                               ี
               เมื่อเราเห็นรากเหงPาของป$ญหาไดถูกตPองและครบถPวน การจัดการกับป$ญหาใหหมดสน
                                           P
                                                                                P
                                                                                     ิ้
               แบบถอนรากถอนโคนก็จะไมUใชUเรื่องยาก
   185   186   187   188   189   190   191   192   193   194   195