Page 601 - Proceedings Collega2023
P. 601

ท่ามกลางบริบทรัฐชาติมาเลเซีย” (ทัศนาวดี แก้วสนิท, อุบลวรรณ เปรมศรีรัตน์, และกาญจนา แก้วเทพ, 2559: 290) ซึ่งอัตลักษณ์

               ชาติพันธุ์เกิดจากการรับรู้ตัวตนที่ชาวสยามมีต่อตนเอง ต่อชุมชน หรือต่อหน่วยทางสังคมที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ โดยอัตลักษณ์ชาติ
               พันธุ์เกิดขึ้นจากการประกอบสร้างอย่างเป็นกระบวนการ ขับเคลื่อนทั้งจากปัจจัยทางประวัติศาสตร์และปัจจัยด้านความสัมพันธ์
               ทางสังคมนั่นเอง และนอกจากนี้กลุ่มชาติพันธุ์สยามแต่ละรุ่นมีรากฐานความคิดเพื่อสร้างการดำรงอยู่อย่างมั่นคงที่แตกต่าง

               หลากหลาย ซึ่งขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในสังคมพหุวัฒนธรรมของประเทศมาเลเซีย


                       ความท้าทายของกลุ่มชาติพันธ์ชาวสยามในเขตพื้นที่ชายแดน ก็คือการรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง รักษาศักดิ์ศรีของความ
               เป็นไทยของตัวเองเอาไว้ และรวบรวมคนที่มีอัตลักษณ์เหมือนกับตนเพื่อสามารถไปต่อรองกับอัตลักษณ์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ

               มาเลเซียได้ ซึ่งเป็นการสร้างสรค์อัตลักษณ์ชนกลุ่มน้อยเพื่อสามารถอยู่ร่วมกันในประเทศได้อย่างสงบสุข


                       บทความเรื่องต่อมาเป็นเรื่องกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ (2559) บทความเรื่อง “คนพลัดถิ่น “ไทย” ในมาเลเซียกับการ
               สื่อสารอัตลักษณ์: ข้อค้นพบจากการทบทวนวรรณกรรม” ของ ทัศนาวดี แก้วสนิท กล่าวเสริมว่า การศึกษาอัตลักษณ์แบ่งได้เป็น 2

               ทิศทางหลัก ได้แก่ ผลผลิตของอัตลักษณ์ ซึ่งมีความเชื่อว่าแก่นแกนสารัตถะบางอย่างที่มีนั้นมีความต่อเนื่องตั้งแต่อดีตมาจนถึง
               ปัจจุบันอย่างไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง และกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ ซึ่งสำนักปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ให้ข้อสรุปไว้ว่า อัตลักษณ์เป็น

               ผลผลิตที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยตัวเรานั้นก่อร่างมาจากการมีปฏิสัมพันธ์กับ “คนอื่น”  และทำให้อัตลักษณ์สามารถ
               เปลี่ยนแปลงได้ โดยอาจเกิดขึ้นจากแรงขับภายนอกด้วย ดังนั้น อัตลักษณ์ของแต่ละบุคคลอาจจะคงที่ในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่ง ในขณะ

               ที่อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งไปพร้อมๆ กัน อัตลักษณ์จึงมีคุณลักษณะ
               เลื่อนไหล และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามบริบทของสังคม


                       เช่นเดียวกัน อัตลักษณ์ชาวมลายูและอัตลักษณ์ชาวสยามก็มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สามารถดำรงอยู่ได้ในประเทศของ

               ตัวเอง ทั้งนี้กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ชี้ให้เห็นว่าอัตลักษณ์มีความเป็นพลวัตินั่นเอง ซึ่งก็มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับพื้นที่ด้วย


                       เขตชายแดนเป็นเรื่องของพื้นที่ ดังนั้นบทความที่ศึกษาต่อมาเกี่ยวข้องกับการเมืองเรื่องพื้นที่ ในบทความ “อุรักลาโวยจ
               เกาะลันตา: กลุ่มชาติพันธุ์และการเมืองเรื่องพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน” (2563) ของ ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ จะศึกษากลุ่ม
               ชาติพันธุ์บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน ประกอบด้วย 3 กลุ่มชาติพันธุ์คืออุรักลาโวยจ มอแกน และมอแกลน ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์

               ที่ตั้งถิ่นฐานและดํารงชีวิตบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันก่อนที่จะมีหน้าการแบ่งเส้นเขตแดนรัฐ-ชาติ โดยคนกลุ่มนี้ได้มีการ
               เคลื่อนย้ายถิ่นฐานและทํามาหากินบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน ภายหลังจากมีการแบ่งเส้นเขตแดนและการเข้ามาจัดการของ

               ภาครัฐ และการที่พื้นที่ที่เป็นที่ตั้งชุมชนของชาวเลถูกแย่งชิงจากกลุ่มทุน ทำให้ความเชื่อเดิมนั้นถูกทำลาย วัฒนธรรมชาวเลที่
               จะต้องมีการย้ายถิ่นฐานจึงเปลี่ยนแปลงและตั้งถิ่นฐานถาวร


                       ไชยณรงค์ ได้อธิบาย “การเมืองเรื่องพื้นที่” ไว้ด้วย กล่าวคือ แนวคิดพื้นที่ที่เป็นประเด็นที่นักมานุษยวิทยาให้ความสําคัญ

               นั้น แต่เดิมใช้ในความหมายของพื้นที่ทางกายภาพหรือพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เพื่ออธิบายให้เห็นถึงบริบทของชุมชนที่เข้ามาศึกษา แต่
               จากการศึกษากลุ่มคนต่าง ๆ ที่เข้าต่อสู้ช่วงชิงกันเพื่อให้นิยามความหมายพื้นที่ของเกาะตาฮิติ ก็ทำให้เกิดมุมมองใหม่ โดยคน

               ท้องถิ่นไม่ได้ให้ความหมายว่าตาฮิติสวยงาม แต่เป็นท้องทะเลสําหรับการทํามาหากิน แต่ตาฮิติถูกให้ความหมายจากคนข้างนอกว่า




               International Conference on Local Wisdom of the Malay Archipelago (COLLEGA 2023) Page - 588 -
   596   597   598   599   600   601   602   603   604   605   606