Page 600 - Proceedings Collega2023
P. 600
ผู้คนที่มีความหลากหลายชาติพันธุ์ ซึ่งก็พบว่าได้มีการต่อรองอัตลักษณ์ของกลุ่มคนต่าง ๆ ในพื้นที่แห่งนี้ ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มคน
่
เชื้อสายมลายูที่สามารถสื่อสารภาษามลายูกับนักทองเที่ยวชาวมาเลเซีย กลุ่มคนเชื้อสายจีนที่สสื่อสารกับนักทองเที่ยวชาวมาเลเซีย
เชื้อสายจีน เป็นต้น (มารียา บิลและ, 2555) การสื่อสารด้วยภาษาต่างประเทศก็ถือเป็นการต่อรองแบบหนึ่งที่สร้างความได้เปรียบ
ในการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจของคนชายแดน
อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และศาสนายังเป็นต้นเหตุของปัญหาและความขัดแย้งที่ไม่สามารถแยกออกจากปัญหาของ
การเมืองการปกครองได้ การนำเสนอเรื่องราวผู้คนที่อาศัยอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมักเป็นการนำเสนอความรุนแรงและ
ต้องการแบ่งแยกดินแดนปกครอง กล่าวคือในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงริเริ่มปรับปรุง
รูปแบบการปกครองใหม่เรียกว่า “พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องถิ่น ร.ศ. 116” ที่ถูกนำมาทดลองใช้มาจนถึง พ.ศ 2444
กับ 7 หัวเมืองในจังหวัดชายแดนใต้ในสมัยนั้น และเป็นความรุนแรงที่เด่นชัด มีมูลเหตุมาจากความต่างทางศาสนาและชาติพันธุ์
(กมลลฎา นาคแทน, 2565) นอกจากนี้อาณาเขตบริเวณชายแดนปาดังเบซาร์ไทย-มาเลเซียก็มีการเปลี่ยนแปลง โดยในปี พ.ศ.
ั
2452 ก่อนที่จะมีการแบ่งเขตแดนระหว่างสยามกับองกฤษอยู่ในเขตไทยบุรีนั้น ปาดังเบซาร์ได้ถูกรัฐบาลสยามแยกออกไปอยู่ในเขต
เปอร์ลิสด้วย (มารียา บิลและ, 2555: 8)
ถึงแม้ว่าเรื่องของเขตชายแดนนี้จะมองได้ทั้งจากมุมมองทางสังคมและมานุษยวิทยา หรือความได้เปรียบทางเศรษฐกิจก็
ตาม แต่เรื่องชายแดนใต้ที่ปรากฏในวรรณกรรม ส่วนมากจะนำเสนอปัญหาความขัดแย้งที่กลุ่มคนในสังคมกำลังเผชิญหน้าและไม่
สามารถปรองดองกับสังคมไทยไทย ยิ่งชี้ชัดว่าการศึกษาประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นพื้นฐานที่ศึกษาได้ และการนำเสนอกลุ่มคน
เหล่านี้ในวรรณกรรมก็มักจะนำปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมมาอยู่ในวรรณกรรมนั่นเอง นอกจากนี้ ที่ขาดไม่ได้ก็คืออุดมการณ์รัฐนิยมที่
ยัดเยียดอัตลักษณ์ให้กลุ่มคนมากกว่าการดำรงรักษาอัตลักษณ์ที่มีมาแต่เดิม
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ผู้เขียนได้ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ และการเมืองเรื่องพื้นที่ ดังนี้
จากบทความ “อัตลักษณ์ชาติพันธุ์ชาวสยามในมาเลเซีย” (2559) ของ ทัศนาวดี แก้วสนิท, อุบลวรรณ เปรมศรีรัตน์,
และกาญจนา แก้วเทพ กล่าวว่า เขตแดนรัฐชาติเป็นการกำหนดอาณาเขตภายใต้สนธิสัญญา Anglo-Siamese เมื่อปี พ.ศ. 2452
เพื่อบ่งบอกอำนาจอธิปไตยและการควบคุมประชาชนพลเมืองเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการเมืองการปกครองของรัฐชาติ แต่พื้นที่
ั
ชายแดนในประวัติศาสตร์ถูกซ้อนทบด้วยพื้นที่ความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คนและมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องไร้กาลเวลา กลุ่มชาติ
พันธุ์มลายูและชาติพันธุ์สยามจึงเป็นชนกลุมน้อยในอาณาเขตของประเทศ ขณะเดียวกันก็มีศาสนา วัฒนธรรม และพื้นที่ทางสังคมที่
เชื่อมสัมพันธ์กับอีกฝั่งประเทศหนึ่ง ชาติพันธุ์ทั้งสองต้องปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อย่างเป็นพลวัตตามบริบทและเงื่อนไข
ขณะนั้นๆ
บทความเรื่องนี้ยังได้ศึกษาเรื่องการดำรงอัตลักษณ์ของคนสยาม ที่ต้องต่อรองอัตลักษณ์ของตนเอาไว้ ไม่ให้กลืนไปกับอัต
ลักษณ์ของชาวมาเลเซียซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับการประกอบสร้างและการผลิตซ้ำคุณลักษณะ
ทางวัฒนธรรม ต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่กลุ่มชาติพันธุ์ต้องเผชิญ “ชุมชนชาวสยามจึงยังคงดำรงอยู่ได้อย่างมีอัตลักษณ์ศักดิ์ศรี
International Conference on Local Wisdom of the Malay Archipelago (COLLEGA 2023) Page - 587 -

